ข่าวยูฟ่า หงส์แดงเป็นแกะดำ

หงส์แดงเป็นแกะดำ ไม่ชนะในยูฟ่า

ทีมจากพรีเมียร์ลีกของประเทศอังกฤษ ได้มีโอกาสเข้าเล่นในรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หงส์แดงเป็นแกะดำ

ในฤดูกาลนี้ถึง 5 ทีม ซึ่งมากที่สุดในบรรดาลีกของยุโรป โดยมาจากโควต้าอันดับ 1-4 ในตารางของลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

บวกกับโควต้า แชมป์ยูโรป้า ลีก ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์มาได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

ทำให้ปีนี้มีสโมสรเข้าร่วมรายการมากกว่าทุกปี ซึ่งถือว่าเป็นรายการที่ทีมจากอังกฤษไม่ได้ประสบความสำเร็จมา 5 ปีแล้ว

ซึ่งทีมสุดท้ายที่สามารถคว้าแชมป์รายการนี้ได้คือเชลซีเมื่อฤดูกาล 2012

ฤดูกาลนี้ทีมจากอังกฤษเริ่มต้นได้อย่างสุดยอดแทบทั้งสิ้น เมื่อทั้ง 4 จาก 5 ทีมสามารถเก็บชัยชนะรวดได้ทั้ง 2 นัดที่แข่งไป

ทั้ง เชลซี ที่พึ่งโชว์ผลงานระดับพระกาฬ ด้วยการบุกชนะ แอตเลติโก มาดริด ในนัดล่าสุด ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่ชนะ โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์

ในนัดแรก 3-1 ก่อนจะบุกไปชนะทีมรองบ่อนจากไซปรัสอีก 3-0 หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ก็ทำได้ตามเป้า ด้วยการเอาชนะเฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม

และชัคต้าร์ โดเน็ตส์ไปได้ในนัดล่าสุด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เชือดนิ่มมาทั้ง 2 นัด กับเอฟซี บาเซิ่ล และนัดล่าสุดกับซีเอสเคเอ มอสโกว์

หงส์แดงเป็นแกะดำ

หงส์แดงเป็นแกะดำ

ทำให้โอกาสเข้ารอบตัดเชือกของแต่ละทีมดูสดใสทั้งนั้น จะมีก็เพียง ลิเวอร์พูล ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่เป็นแกะดำของทีมจากพรีเมียร์ลีก

โดยเก็บได้แค่ 2 คะแนนเท่านั้นจาก 2 นัดที่ผ่านมา หลังจากนัดแรกที่พลาดท่าถูก เซบีย่า ทีมจากสเปน ตามตีเสมอในช่วงท้าย

และล่าสุดที่ทำได้แค่เสมอกับ สปาร์ตัค มอสโกว์ ทีมจากเมืองหลวงของรัสเซียไป 1-1 ทั้งๆ ที่แทบจะพับสนามบุกอยู่ตลอดทั้งเกม แต่ไม่สามารถควานหาประตูชัยได้

ไม่มีใครบอกว่าใน 2 นัดที่ผ่านมาลิเวอร์พูลเล่นได้ไม่ดี ซึ่งทุกคนต่างเห็นตรงกันว่าลูกทีมของกุนซือชาวเยอรมัน ทำผลงานได้ดีทีเดียว

โดยใช้จุดเด่นในเกมรุกโจมตีใส่คู่ต่อสู้ตลอด 90 นาที แต่ผลการแข่งขันที่ออกมากลับตรงกันข้ามกับรูปเกม

แต่ติดตรงที่ความละเอียดเท่านั้นทที่ลิเวอร์พูลไม่มีเหมือนทีมร่วมลีกทีมอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีม “หงส์แดง” ยังแก้ไม่ตกมาจากเกมในลีก

ที่ยังมีปัญหาเรื่องความละเอียดในการเล่นเกมรับ หรือการจบสกอร์ในเกมรุก แต่เวลาเล่นในพรีเมียร์ลีก

คุณภาพของบางทีมไม่เหมือนกับทีมที่เล่นใน ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จึงรอดมาได้บ้าง แต่ในศึกถ้วยบิ๊ก เอียร์นี้ เป็นบทเรียนของทีมแล้วว่าพวกเขาพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

ข่าวฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจองานง่ายที่มอสโกว์

ถือว่าเป็นผลการแข่งขันที่ค่อนข้างประหลาดใจของเหล่าสาวก “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ที่บุกเอาชนะซีเอสเคเอ มอสโกว์ ทีมแกร่งจากรัสเซียไปได้อย่างสบายเท้า 4-1 ซึ่งก่อนเกมทั้ง โชเซ่ มูรินโญ่

และบรรดาแฟนบอล รวมถึงนักวิเคราะห์วิจารณ์ต่างมองว่าเกมนี้ของยักษ์ใหญ่จากอังกฤษไม่ง่ายแน่นอน

เมื่อพวกเขาขาดกำลังหลักหลายรายที่ไม่ได้เดินทางไปดินแดนหมีขาวด้วย ทั้ง ปอล ป็อกบา ที่บาดเจ็บมาระยะหนึ่งแล้ว

อันโตนิโอ วาเลนเซีย คาดว่าจะได้พักส่วน ฟิล โจนส์ , มารูยาน เฟลไลนี่ รวมถึง ไมเคิ่ล คาร์ริค

ต่างมีอาการบาดเจ็บด้วยกันทั้งสิ้น ทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ มีผู้เล่นในการจัดทัพลงสนามไม่มากนัก

จนถึงต้องดึงเอา อั๊กเซล ทวนเซเบ้ กับ สก็อตต์ แม็คโทมิเน่ย์ 2 ดาวรุ่งของทีมขยับขึ้นมาเป็นตัวสำรอง

กุนซือชาวโปรตุกีส ทำการเปลี่ยนแผนการเล่นมาใช้ระบบ 3-5-2 เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์

และรับมือกับคู่แข่งที่ ซีเอสเคเอ มอสโกว์ ที่ใช้ระบบ 3-5-2 เช่นกัน โดยมีเอริค ไบญี่ คริส สมอลลิ่ง

และ วิคเตอร์ ลินเดลอฟ เป็น 3 ปราการหลัง และมีแอชลี่ย์ ยัง กับดาลี่ย์ บลินด์ เป็นวิงแบ็ค 2 ข้าง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ปอล ป็อกบา

แดนกลางมี อันเดร์ เอร์เรร่า กับ เนมานย่า มาติช คอยตัดเกม และมี เฮนริค มคิทาร์ยาน เป็นหน้าตัว คู่กองหน้าใช้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

ประสานงานกับ โรเมลู ลูกากู ซึ่งเริ่มต้นเกมมาทีมเยือนมาได้โอกาสฉาบฉวยจากการเปิดของ มาร์กซิยาล

ไปให้ ลูกากู โขกเสียบมุมหนีมือ อิกอร์ อคินเฟเยฟ นายด่านจอมหนึบของเจ้าถิ่นเข้าไป หลังจากออกนำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ก็เล่นด้วยความมั่นใจ และครองเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนมาได้ประตูที่ 2 จากจังหวะจุดโทษที่ เฮนริค มคิทาร์ยาน

โดนผู้เล่นมอสโกว์เข้ามากวาดขวางทางไว้ และเป็น อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล กองหน้าดาวรุ่งชาวฝรั่งเศส

วิ่งเข้ามาแปส่งบอลเข้าประตูไปอย่างเลือดเย็น หลังจากนั้นสกอร์ก็ไหลเพิ่มเป็น 3-0

เมื่อกองหลังเจ้าถิ่นสกัดลูกเปิดของ อองโตนี่ มาร์กซิยาล พลาด ทำให้บอลเลยมาถึง ลูกากู ที่วิ่งมาตามทางแตะบอลเข้าประตูไปอย่างง่ายดาย

และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้ ครึ่งหลังมาทีมเยือนผ่อนเกมลง แต่ก็ยังมาได้ประตูเพิ่มจาก เฮนริค มคิทาร์ยาน อีกลูก

และท้ายเกมเจ้าถิ่นก็มาได้ประตูปลอบใจจาก คอนสแตนติน คูชาเยฟ กองหน้าตัวสำรอง

ซึ่งเป็นผลการแข่งขันที่ค่อนข้างน่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง

แต่ต้องชมด้วยว่าลูกทีมของ มูรินโญ่ โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมมากในนัดนี้

โมราต้า

โมราต้า แสดงอิทธิฤทธิ์ เล่นเข้าระบบเชลซี

เกจิในวงการฟุตบอลของแขนงต่างๆ โมราต้า แสดงอิทธิฤทธิ์ ทั้งในอังกฤษ หรือจากสเปน ต่างก็วิเคราะห์กันว่าการย้ายทีมของอัลบาโร่ โมราต้า กองหน้าทีมชาติสเปนวัย 24 ปี

จากเรอัล มาดริด มาสู่ถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ ของเชลซีในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา จะต้องทำให้โมราต้าต้องเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในการปรับตัวการใช้ชีวิตในอังกฤษ

และวิธีการเล่นในพรีเมียร์ลีกอย่างแน่อน แต่ผ่านมาเพียงไม่ถึง 2 เดือนเท่านั้น เหมือนกับว่าอดีตดาวเตะ “ราชันย์ชุดขาว”

รายนี้จะปรับตัวกับการเล่นในพรีเมียร์ลีกได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะยังเก็บบอลในแดนหน้าให้กับทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” มากนักก็ตาม

แต่การยิงประตูนั้น ถือว่าออกตัวได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว รวมถึงลูกกลางอากาศที่เขาโหม่งทำประตูได้บ่อยครั้งโดยเขาทำได้ถึง 6 ประตูทีเดียว

จากการลงสนาม 6 นัดเท่านั้น โดยเฉพาะนัดล่าสุดที่ทำแฮตทริคใส่ สโต๊ค ซิตี้ ได้อีกด้วย ทำให้บรรดาแฟนฟุตบอลของเชลซีแทบจะลืมชื่อดิเอโก้ คอสต้า

กองหน้าทีมชาติสเปนที่เป็นดาวซัลโวประจำทีมในฤดูกาลที่แล้วไปได้เลย ซึ่งล่าสุดคอสต้าก็ได้ตกลงย้ายกลับไปทีมเก่ากับแอตเลติโก มาดริดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้วยราคากว่า 50 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งใกล้เคียงกับราคาที่เชลซียอมจ่ายให้กับเรอัล มาดริด ในการคว้าตัวโมราค้ามาร่วมทีม แต่อายุการใช้งานของโมราต้ายังอีกยาวไกล

ด้วยวัยเพียง 24 ปีเท่านั้น แต่คอสต้าปาไป 28 ปีแล้ว ถือเป็นการทำธุรกิจที่ยอดเยี่ยมทีเดียวในการหาตัวแทนของดิเอโก้ คอสต้า

โมราต้า แสดงอิทธิฤทธิ์

โมราต้า แสดงอิทธิฤทธิ์

สิ่งที่โมราต้าตัดสินใจย้ายออกจากถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวมายังอังกฤษก็คือต้องการออกสตาร์ตเป็นตัวจริงมากกว่าการเป็นตัวสำรองที่สเปน

เพื่อต้องการโชว์ผลงาน และพิสูจน์ตัวเองหวังจะเป็นกองหน้าตัวจริงของทีมาติสเปนในศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียในกลางปีหน้า ซึ่งอันโตนิโอ คอนเต้

ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อ 6 นัดที่ผ่านมา อัลบาโร่ โมราต้า ได้ลงตัวจริงไป 5 นัดด้วยกัน โดยเฉพาะในนัดล่าสุดที่บุกไปถล่มสโต๊ค ซิตี้ถึง 4-0

โดยโมราต้าสามารถทำแฮตทริค ได้อีกด้วย โดยเฉพาะลูกสุดท้ายในช่วงท้ายเกม ที่โชว์ความสามารถของเขาอย่างเต็มที่ ด้วยการโซโล่เดี่ยว

หลบกองหลังเจ้าถิ่น 2 คน ก่อนไปยิงผ่านมือแจ็ค บัตแลนด์ นายทวารทีมชาติอังกฤษ อย่างเหนือชั้น ทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกร่วมกับเซร์คิโอ อเกวโร่

จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และโรเมลู ลูกากู จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทันที และหากเขายังฟอร์มดีแบบนี้อย่างต่อเนื่อง น่าจะได้เบียดลุ้นตำแหน่งดาวซัลโวกันอย่างสนุกทีเดียวในฤดูกาลนี้